ชาวอูรักลาโว้ย

ตำบลเกาะลันตาใหญ่ เป็นสถานที่มีความสำคัญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดกระบี่ ประกอบด้วยทะเล หมู่เกาะ ถ้ำ น้ำตก ภูเขา และป่าไม้ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้แก่ เกาะหินม่วงหินแดง เกาะรอก และเกาะไหง นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติและศาสนาทั้งชาวพุทธ  ชาวมุสลิม  ชาวจีนและชาวไทยใหม่หรือชาวเล  ซึ่งสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุขมาช้านาน

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า ชาวอูรักลาโว้ย หรือชาวเล เป็นกลุ่มคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งแรกบนเกาะลันตาตั้งแต่ 500 ปีก่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ทางทะเลที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ทางภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเกาะลันตา ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหลวงของชาวอูรักลาโว้ย เนื่องจากบรรพบุรุษของชาวอูรักลาโว้ยตัดสินใจขึ้นฝั่งเพื่อตั้งถิ่นฐานถาวรที่เกาะลันตา โดยนักวิชาการด้านชาติพันธุ์สันนิษฐานว่า ชาวอูรักลาโว้ยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เคยล่องเรืออยู่แถบช่องแคบมะละกาที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเรือ และมีการขึ้นฝั่งเพื่อสร้างเพิงพักและเพาะปลูกพืชผลในบางช่วงเป็นการชั่วคราวเท่านั้น แต่เมื่อมาถึงเกาะลันตา กลุ่มนี้ตัดสินใจเลือกเกาะลันตาเป็นที่พำนักถาวร ต่อมาจึงแยกย้ายไปตั้งชุมชนตามเกาะต่าง ๆ เช่น เกาะจำ เกาะพีพี และเกาะภูเก็ต

ในอดีตชาวเลมีการรักษาจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัด มีการนับถือวิญญาณบรรพบุรุษ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ มีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และการฝังศพโดยใช้ตะหมอ ซึ่งเป็นผู้นำทางความเชื่อ และพิธีกรรมต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันพิธีกรรมบางอย่างถูกดูดกลืนและสูญหายไป เนื่องจากการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตามมีพิธีกรรมสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังคงสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน คือ พิธีลอยเรือ หรือฮารีปาจั๊ก ซึ่งประเพณีลอยเรือ เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวอูรักลาโว้ยที่สืบทอดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อถึงช่วงเวลาของประเพณีลอยเรือ ชาวอูรักลาโว้ยจากเกาะต่าง ๆ จะกลับมารวมตัวกันและทำพิธีลอยเรือร่วมกันที่เกาะลันตา โดยชาวอูรักลาโว้ยบนเกาะลันตาอาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนศาลาด่าน ชุมชนหัวแหลม และชุมชนสังกาอู้ (Sea Gypsy House) พิธีลอยเรือจะเริ่มขึ้นในวันขึ้น 13 ค่ำ โดยชาวเลจะเดินทางไปรวมตัวกันบริเวณที่จะทำพิธี ผู้หญิงจะทำขนม ผู้ชายจะสร้างและซ่อมแซมที่พักชั่วคราว

ต่อมาในช่วงเย็นทั้งหญิงและชายจะไปรวมกันที่ศาลบรรพบุรุษเพื่อนำอาหารเครื่องเซ่นไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เพื่อเป็นการบอกกล่าวให้มาร่วมพิธีลอยเรือ จากนั้นเช้าของวันขึ้น 14 ค่ำ ผู้ชายส่วนหนึ่งเดินทางไปตัดไม้ เพื่อนำไม้มาทำเรือ ส่วนผู้หญิงจะร้องรำทำเพลงระหว่างรอรับไม้บริเวณชายฝั่ง จากนั้นขบวนแห่จะแห่ไม้ไปวนรอบศาลบรรพบุรุษเพื่อนำกลับมาทำเรือ “ปลาจั๊ก” ต่อมาคืนวันขึ้น 14 ค่ำ มีพิธีฉลองเรือโดยมีการรำรอบเรือ เพื่อถวายแก่ วิญญาณบรรพบุรุษ โดยมีดนตรีและเพลงรำมะนาประกอบ และมีการรำวงแบบสมัยใหม่ที่มีดนตรีชาโดว์ประกอบการร้องรำ ส่วนโต๊ะหมอจะทำพิธีในช่วงเริ่มฉลองเรือและมีพิธีสาดน้ำตอนเที่ยงคืน (เลฮฺบาเลฮฺ) และทำพิธีอีกครั้งในช่วงเช้าตรู่วันขึ้น 15 ค่ำ และนำเรือไปลอยในทะเล ในช่วงบ่ายผู้ชายส่วนหนึ่งแยกย้ายไปตัดไม้และหาใบกะพ้อเพื่อทำไม้กันผีสำหรับทำพิธีฉลองในเวลากลางคืน โดยมีพิธีกรรมเหมือนกับพิธีฉลองเรือทุกประการ สุดท้ายโต๊ะหมอจะทำพิธีเสกน้ำมนต์ในช่วงเวลาสว่าง เพื่อทำนายโชคชะตา และสะเดาะเคราะห์ให้กับผู้ที่เข้าร่วมพิธี จากนั้นอาบน้ำมนต์ และแยกย้ายกันกลับบ้านโดยนำไม้กันผีไปปักบริเวณรอบหมู่บ้าน

Visitors: 2,459